สับตลาด (ให้ย่อยง่ายๆ)

Posted on Updated on

marketing term

คำแนะนำ

  • ความหมายของศัพท์ในหน้านี้  เป็นความหมายส่วนบุคคล ไม่สามารถอ้างอิงเพื่อทำรายงาน อวดอ้างกับเพื่อน ห้ามทำซ้ำ เผยแพร่ส่วนหนึ่งสวนใด ก่อนได้รับอนุญาติ หรือดัดแปลงข้อความใดๆ
  • บทความนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านทั่วๆ ไปเข้าใจ ศัพท์แสงที่ใช้ใน “การตลาด”

1. 4Ps

  • Product (สินค้า) =  ของที่กำลังจะขายไปให้ชาวบ้านเค้าได้ใช้ กิน

  • Price (ราคา) = ราคาของสินค้า ที่จะทำให้คุณตายตั้งแต่ต้นหากโลภมาก ตั้งราคาไม่ดูตาม้าตาเรือ  หรือถูกเว่อร์เพื่อแค่ขายให้ได้ แต่กลับลืมมองว่าราคาที่เริ่มต้นต่ำแล้วไม่ได้เด้งขึ้นง่ายๆ เหมือนสินค้าที่ราคาไม่คงที่ เช่น ราคาน้ำมัน ทอง  ฯลฯ

  • Place (สถานที่ หรือช่องทางการขาย) = สถานที่ที่ใช้วางสินค้าขาย เช่น ในห้าง ในบ้าน ที่สยาม ใต้ตทำงาน หรือที่อินเตอร์เนต หรือจะฝากขาย

  • Promotion (ส่งเสริมการขาย) = กิจกรรมที่ทำให้เพิ่มยอดขาย เรียกให้คนรู้จักสินค้าของตน (ใช้ตอนต้น) เช่น จับฉลาก  ลดราคา  แถมสินค้า&บริการ   แลกสินค้า (พวกสะสมแต้ม, ซื้อสินค้าตามกำหนดแล้วแลกสินค้า&บริการได้ )  บางคนชอบคิดว่าการลงทุนในส่วนนี้ยิ่งมากยิ่งดี จะได้กำไรกลับมาทันควัน กิจกรรมที่ใช้เงินมากไม่ได้แปลว่าจะเพิ่มยอดขายได้ตามจำนวนเงินที่ลง  หรือทำให้คนหันมาควักเงินซื้อสินค้าใหม่ด้วยอาการมึนๆ นะครับ แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นประกอบด้วย บางคนเงินหนักก็จัดหนัก เช่น พาไปเที่ยว  แจกรถ  แจกบ้าน  แจกเงินสด  บางคนเงินน้อย  ก็แจกของเล่นวัยรุ่น

2. Hard sale (ฮาร์ด – เซล) = เป็นวิธีการขายชนิดหนึ่ง ด้วยการพูด หรือสื่อสาร แบบเน้นขายสินค้าแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อม เหมือนกับ เข้าไปหาหญิงแล้วเดินไปบอกรักด้วยการฟาดหัว  แล้วขอแต่งเลย

3. Soft sale (ซอพท์ – เซล) = เป็นวิธีการขายที่ตรงข้ามกับ Hard sale คือ การพูด หรือสื่อสารผ่านสื่อ แบบโคตรอ้อม ตะล่อม จีบ  โน้มน้าว  ชักชวน พอเหยื่อมึนๆ แล้วขายของเลย

4. CRM (Customer Relationship Management)   คือการจัดการกับความสัมพันธ์กับลูกค้า ด้วยการตีซี้ลูกค้า หรือการง้อลูกค้าที่รู้สึกไม่ดีกับสินค้า หรือยี่ห้อของเรา  เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกดี หรือปรับเปลี่ยนความรู้สึกที่ดีให้ดียิ่งขึ้น และไม่ดี กับยี่ห้อ หรือบริษัท เหมือนเพื่อนที่มาหลอกขายของ  หรือพูดจาหมาๆ กับเรา แล้วเรามารู้สึกงอนไม่อยากคุย หรือแม้แต่มองหน้าด้วย  ดังนั้นวิธีแก้คือ ต้องไปง้อ

5. CSR (Corporate Social Responsibility) ชอบเรียกกันว่า (ซี เอส อา) บางคนชอบจำสับสนกับ CRM ซึ่งความหมายจริงๆ คือ ความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม ไม่ใช่มุ่งเอาแต่กำไรอย่างเดียว เช่น เราทำงานหาเงินแล้ว ก็แบ่งปันส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือสังคม ด้วยการไปบริจาคสิ่งของให้กับชุมชนที่ยากจนกว่า หรือชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ทางบริษัทก็ให้พนักงานไปช่วยสร้าง ปลูก หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม

6. Red Ocean (เรด – โอเชี่ยน) คือการเอาชนะคู่แข่งอื่น ๆ เพื่อแย่งลูกค้าให้ได้มากที่สุด และแนวทางที่สำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ก็คือ ดูว่าคู่แข่งเราทำอะไรบ้าง สินค้าและบริการของคู่แข่งเป็นอย่างไร เมื่อคู่แข่งออกสินค้าหรือบริการอะไรใหม่ออกมา เราต้องทำตามและออกมาบ้างเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่ง และเมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก็จะมีลักษณะที่เหมือน ๆ กันหรือที่เราเรียกว่า ME TOO Product หาความแตกต่างได้ลำบาก และนำไปสู่การแข่งขันทางด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งก็จะไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์หรือเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน คู่แข่งทุกเจ้าในอุตสาหกรรมก็จะเกิดการบาดเจ็บเป็นแผล และเลือดไหลซิบๆ จนไหลโชกเป็นทะเลแดงเดือด

7. Blue Ocean (บลู – โอเชี่ยน) คือแนวคิดทางธุรกิจยุคใหม่ที่มุ่งเน้นในการสร้างตลาดเกิดใหม่มากกว่าการแข่งขันกันในตลาดเดิม ๆ นั่นเอง เช่น ทุกวันนี้มีโฟมล้างหน้าสำหรับผู้ชายเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าส่วนใหญ่สินค้าประเภททำความสะอาดหน้านี้จะเน้นขายผู้หญิงมากกว่า  นี่คือตลาดใหม่ที่เกิดขึ้น หากใครต้องการใหม่กว่านั้นต้องทำโฟมล้างหน้าสำหรับผู้ชายประเภทสองสามสี่

8. White Ocean (ไวท์ – โอเชี่ยน) คือ กลยุทธ์การตลาดแบบไม่มุ่งเน้นกำไรจนเกินไป แต่ให้นึกถึงหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เป็นผู้แปลหนังสือ white ocean strategy ที่บอกพวกเราว่ารักษาโลกใบนี้ไปพร้อมๆ กำไรที่เพิ่มขึ้น

9. Niche market (นิช – มาร์เก็ต)  เป็นตลาดส่วนย่อยส่วนหนึ่งของตลาดหลัก ตลาดจะมีขนาดเล็ก และมีลักษะเฉพาะเจาะจงกว่า เช่น สินค้าที่ใช้เฉพาะผู้ชายสูงอายุที่มีผมน้อย รายได้สูง

10. SWOT analysis (สวอท – อนัล-ไล-ซีส ) ประกอบไปด้วย Strength Weakness  Opportunity and Threat เหมือนการตรวจร่างกาย ตรวจภายในและภายนอก ดังนั้นการตรวจสอบสภาพภายในองค์การ และสภาพแวดล้อมภายนอก เพื่อใช้วางแผน หรือเพื่อให้แผนนั้นได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ และแก้ปัญหา โดยอาศัยปัจจัยจากภายในและภายนอกเป็นฐานคิดสำหรับกำหนดแผนงานมีกัน 4 อย่าง คือ (ตรวจภายใน SW) (ตรวจภายนอก OT)

  • Strength คือ จุดเด่น จุดแข็ง ขององค์กร เช่น ทำเลที่ดี, หีบห่อที่ดี, บริการที่ดี, หายา, บุคคลากรในองค์กรเป็นหนึ่งเดียว, ฐานะทางการเงินขององค์กรมั่นคง

  • Weakness คือ จุดอ่อน อุปสรรคขององค์กร เช่น ระเบียบ, กฏเกณฑ์ซับซ้อน, ขั้นตอนที่ยุ่งยาก, บุคคลากรไม่มีการพัฒนา, มีปัญหาทางการเงิน

  • Opportunity คือ เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก เอื้อประโยชน์ หรือส่งเสริมการดำเนินการของบริษัท ก่อให้เกิดโอกาสในการดำเนินงานของบริษัท

  • Threat คือ อุปสรรคภายนอก, ที่คุกคามและมีผลต่อองค์กรทั้งทางตรง และทางอ้อม เช่น การเมือง การรวมการปกครอง กฎหมาย ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท คู่แข่ง เป็นต้น

11. The Five Force ( ไฟว์ – ฟอร์ท ) คือเป็นกรอบการวิเคราะห์ของ Michael E. Porter  หรือเรียกง่ายๆ ว่า หัวข้อที่เอาไปเพื่อวิเคราะห์อุตสาหกรรม หรือเพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาด ประกอบไปด้วย 5 หัวข้อ 

  • The threat of the entry of new competitors (อุปสรรคจากคู่แข่งใหม่) หมายถึง ปัญหา หรือการขายของที่ยากขึ้น เพราะคนที่เข้ามาขายของเหมือนเรา ราคาเหมือนเรา วิธีแก้ไขคือ การสร้างยี่ห้อ สร้างตัวตนที่แตกต่าง ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าแยกให้ออกว่าถ้าจะซื้อ แจกัน ต้องมาร้านเราเท่านั้น ร้านอื่นคุณภาพ ราคา สินค้า บริการ ไม่มีเหมือนเรา

  • The threat of substitute products or services (อุปสรรคจากสินค้า หรือบริการทดแทน) ความหมายเหมือนหัวข้อ คือ หากมีสินค้าอื่นมาแทนเรา ลูกค้าก็ไม่รู้จะซื้อกับเราทำไม นอกจากสินค้าเรา copy ยาก หรือจะซื้อทีต้องซื้อจำนวนเยอะ ทำเองไม่ได้ เช่น ที่คั่นหนังสือ หากสินค้าเป็นที่คั่นหนังสือกระดาษธรรมดา ลายเฉิ่มๆ คนที่ชอบอ่านหนังสือไปซื้อกระดาษแข็งมาตัดคั่นก็ได้ ไม่ต้องซื้อ แต่หากเป็นที่คั่นหนังสือแบบมีไฟติดเอาไว้ดูกลางคืน แบบนี้ก็ลูกค้าไม่ต้องคิดมาก

  • The bargaining power of customers (buyers) (อำนาจการต่อรองของลูกค้า) คือ การรวมกลุ่มกันของคนขายของไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าได้ถูกแล้ว  ยังทำให้อำนาจการต่อรองของลูกค้าลดลงอีกด้วย  วิธีนี้ใช้การกำหนดราคากลางของสินค้าขึ้นมาภายในกลุ่มเป็นราคาเหมือนกันหมด  ซึ่งสามารถทำได้ง่ายมากเนื่องจากว่าสินค้ามีแหล่งผลิตและต้นทุนเดียวกัน ส่วนการทำกำไรด้านอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องของเทคนิคแต่ละร้านว่าจะทำได้จากทางไหนบ้าง  โดยไม่กระทบต่อราคากลางที่ตกลงกันไว้  ตัวอย่างเช่น  ถ้วยเซรามิค  ซึ่งกำหนดราคากลางไว้ที่ 10 บาทต่อ 1 ถ้วย  ร้านหนึ่งอาจจะทำ Package ให้สวยโดยการนำไปห่อด้วยพลาสติกสีสวยสดใสแล้วพิมพ์รายละเอียดตามที่ลูกค้าต้องการลงไป  ซึ่งอาจเพิ่มราคาเป็น 12-15 บาทได้ 

  • The bargaining power of suppliers (อำนาจการต่อรองของร้านค้า) คือ สินค้าส่วนใหญ่จะมีแหล่งผลิตมาจากที่เดียวกัน ดังนั้นโรงงานจะมีอำนาจต่อรองมากกว่า เพราะว่าแหล่งผลิตสินค้าบางประเภทไม่ได้มีตัวเลือกมาก  แต่ช้าก่อน !!! หนือฟ้า ย่อมมีฟ้าฉันใด เหนือโรงงาน ย่อมมีจำนวนสั่งซื้อที่จะคอยเอามาต่อรอง ฉันนั้น  ซึ่งวิธีการลดอำนาจโรงงาน ทำได้โดยร้านค้ารวมกลุ่มกันเข้าไปต่อราคาโรงงาน ว่าต้องการซื้อจำนวนมากขอราคาพิเศษสำหรับขายส่ง ผลดีอีกข้อของการรวมกลุ่มไปต่อรอง คือ การขอราคาที่ลดลงอีก ขอเครดิตยาวขึ้น ยิ่งการรวมกลุ่มมีมาก อำนาจการต่อรองก็มากขึ้น ข้อควรระวัง คนมากปัญหามาก

  • The intensity of competitive rivalry (การแข่งขันกันภายในอุตสาหกรรม) คือ คู่แข่งที่มีสินค้า หรือบริการ ที่คล้าย หรือเหมือน กับสินค้า/ บริการของเรา ซึ่งทำให้ความยากในการครองตลาดมีมากขึ้น  

หากมีศัพท์เพิ่ม ผมจะหามาสับให้ย่อย เพื่อจะได้กินกันง่ายๆ กันนะครับ  


 ข้อมูลความหมายจากเว็บ : http://en.wikipedia.org/wiki/Main_Page

สนับสนุนผู้ชายตัวเล็กคนนึงด้วยการคลิ๊กที่นี่ครับ http://www.ensogo.com/thailand/bangkok/invitation/?s=a818d888f6673449930bf78c5b60b581